Home Blog Page 8

Money lover แอพจดรายรับ-รายจ่าย ที่อยากบอกต่อ

0
แอพจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย
แอพจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย

เป็นผู้หญิง จะสวยอย่างเดียวไม่ได้นะคะ ต้องรวยด้วย

.

วันนี้ขอแนะนำแอพไว้จดบันทึก รายรับ-รายจ่าย

ชื่อ money lover ใช้ได้ฟรีทั้ง ios และ android

– ใช้งานง่าย จดบันทึกแยกเป็นหมวดหมู่ได้

– มีสรุปให้เป็นกราฟวงกลม รู้เลยว่า ใช้กับเรื่องไหนเยอะสุด

– เลือกช่วงเวลาที่ต้องการดูได้ ทั้งรายวัน รายเดือน

หรือตามวันที่ต้องการ

.

ข้อดีของการจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย

  1. รู้ว่า เราใช้จ่ายแต่ละเดือนไปกับอะไรบ้าง

มีอะไรที่ไม่จำเป็นรึป่าว จะได้รีบตัดออก

.

  1. วางแผนการเงินได้

เช่น เงินเก็บต่อเดือนเหลือที่เท่าไหร่

มีค่าใช้จ่ายจำเป็นเฉลี่ยต่อเดือนเป็นกี่บาท

จะได้วางแผนหารายได้เพิ่ม หรือลดค่าใช้จ่ายส่วนต่างๆได้อีก

.

แล้ววันนี้ เพื่อนๆใช้แอพจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายอยู่รึป่าวคะ

หรือมีตัวไหนแนะนำก็พิมพ์มาคุยกันได้น้า

.

หมอฝ้าย

เคล็ดลับหน้าเด็ก#37 ฝึกโยคะเป็นประจำ

0
หน้าเด็กด้วยการฝึกโยคะ
หน้าเด็กด้วยการฝึกโยคะ

เคล็ดลับหน้าเด็ก#37 ฝึกโยคะเป็นประจำ

🌷การฝึกโยคะเป็นประจำ อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์

จะช่วยชะลอวัยได้

🌱การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน “Evidence-Based

Complementary and Alternative Medicine”

เปิดเผยว่า การฝึกโยคะจะช่วยเพิ่มการหลั่ง

ของฮอร์โมน DHEA-s และ โกรธฮอร์โมน

ซึ่งทั้ง 2 ฮอร์โมนนี้เป็นตัวช่วยทำให้เราดูเด็ก

🧘‍♀อีกการศึกษาหนึ่งใน “Oxidative Medicine and

Cellular Longevity” พบการลดลงของกระบวนการ

แก่ของเซลล์ เมื่อผู้เข้าร่วมเล่นโยคะและนั่งสมาธิ

5 วันต่อสัปดาห์ นาน 90 นาที ติดต่อกัน 12 สัปดาห์

💟โยคะ ยังช่วยเพิ่มเรื่องการทรงตัว โดยเฉพาะ

ท่านักรบ และท่าต้นไม้ ซึ่งช่วยป้องกันการล้มได้

นอกจากนี้ โยคะยังช่วยเรื่องความยืดหยุ่น และ

เพิ่มความแข็งแรงของกระดูก

จึงทำให้ใช้ชีวิตประจำวันได้คล่องแคล่วขึ้น

😊หากเป็นมือใหม่ฝึกโยคะ

ก็สามารถเริ่มจากท่าง่ายๆก่อน

และทำเท่าที่ได้ ไม่ต้องฝืนร่างกายจนเกินไป

และจัดเวลา เล่น 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์

ทำติดต่อกัน 1 เดือน

จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

ในทางที่ดีขึ้นแล้วล่ะค่ะ

ตอบทุกคำถามเรื่องฝ้า : ฝ้าคืออะไร สาเหตุการเกิดฝ้า วิธีรักษาฝ้าที่ได้ผลจริง

0
4สาเหตุการเกิดฝ้า
4สาเหตุการเกิดฝ้า

 

4#สาเหตุการเกิดฝ้า

1.แสงแดด ทั้งแสงUVA  UVB และแสงที่มองเห็นได้

แสงยูวี จะมีมากในช่วงเวลา 10.00 – 14.00 น. นอกจากจะทำให้ผิวคล้ำดำเสียแล้ว ยังกระตุ้นการเกิดฝ้าอีกด้วย ดังนั้น เราจึงควรหลบแดดในช่วงเวลานี้ และทาครีมกันแดดเป็นประจำค่ะ

  1. ฮอร์โมนเพศหญิง

โดยเฉพาะ ฮอร์โมนเอสโตรเจน จะไปกระตุ้นให้มีการสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงมักพบผู้หญิงเป็นฝ้าเพิ่มขึ้น ในช่วงตั้งครรภ์ และช่วงที่ใช้ยาคุมกำเนิด

3.เชื้อชาติและพันธุกรรม

คนเอเชียจะมีความเสี่ยงเป็นฝ้ามากกว่า

รวมถึงคนที่มีคนในครอบครัวเป็นฝ้า ตัวเองก็จะมีความเสี่ยงเป็นฝ้าเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ

4.ยาและเครื่องสำอาง

มีการพบว่า ยากันชักบางชนิด และ การแพ้ส่วนผสมบางอย่างในเครื่องสำอางกระตุ้นให้เกิดฝ้าได้ค่ะดังนั้น ควรเลือกใช้ครีมและเครื่องสำอาง ที่ได้มาตรฐาน จะได้สวยไปนาน ฝ้าไม่ขึ้นค่ะ

ฝ้าเป็นยังไง
ฝ้าเป็นยังไง

ฝ้า หน้าตาแบบไหน

แล้วฝ้ากับกระต่างกันยังไง

.

ฝ้ามีลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาลหรือเทา เกิดจากเซลล์เม็ดสีที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น และมีการสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้นด้วย

.

พบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และเริ่มเจอตั้งแต่อายุ 30 ขึ้นไป

.

ตำแหน่งที่พบบ่อย คือ หน้าผาก โหนกแก้ม จมูก เหนือริมฝีปาก และคาง มักจะเป็นเท่าๆกันทั้ง 2 ข้าง

.

ฝ้ายังถือเป็นอาการที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ ซึ่งยังมีความเสี่ยงที่กลับเป็นซ้ำได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังการโดนแดด

.

.

แล้ว#ฝ้ากับกระต่างกันยังไง

ลักษณะของกระ จะเป็นจุดเล็กๆ มากกว่าลักษณะปื้น

และอาจเริ่มเห็นตั้งแต่อายุยังน้อย ในกระตื้น

นอกจากนี้ กระส่วนใหญ่ หากทำรักษาด้วยเลเซอร์มักจางลงได้ดีอีกด้วย

.

ในบางคนอาจมีทั้งฝ้าและกระร่วมกัน ทำให้แยกออกจากกันยากค่ะ

.

6วิธีรักษาฝ้า
6วิธีรักษาฝ้า

ไขข้อข้องใจ รวมฮิต 6#วิธีรักษาฝ้า พร้อมบอกข้อดี ข้อเสีย

1.#หลีกเลี่ยงปัจจัยทุกอย่างที่ทำให้เกิดฝ้าก่อน

  • หลบแดด ใช้ครีมกันแดด
  • อ่านวิธีหลบแดดอย่างละเอียดที่
  • อ่านวิธีใช้ครีมกันแดดอย่างละเอียดที่
  • หยุดใช้ยาหรือเครื่องสำอางที่กระตุ้นฝ้า
  • ทานยาคุมกำเนิด เฉพาะเมื่อจำเป็นจริงๆเท่านั้น

.

2.#การใช้ยาทากลุ่มไวท์เทนนิ่ง

2.1 ยากลุ่มmodified Kliqman (จ่ายโดยแพทย์เท่านั้น)

ยากลุ่มนี้ประกอบไปด้วย วิตามินเอ, สเตียรอยด์ และไฮโดรควิโนน

ทาไปแล้ว จะได้ผลฝ้าจางลงเร็วมาก โดยต้องทาปริมาณประมาณ 1 เม็ดถั่วเขียว

บริเวณฝ้า ก่อนนอนเท่านั้น ทาแล้วปิดไฟนอนเลย

ข้อเสียคือ หากใช้ผิดวิธี หรือทาต่อเนื่องนานๆ

ฝ้าจะกลับมาเข้มขึ้นกว่าเดิม รักษาไม่หาย

2.2ครีมที่มีส่วนผสมของสารไวท์เทนนิ่ง ตามโพสนี้

โดยทั่วไปในครีมจะมีส่วนผสมหลายอย่าง

ต้องดูผลการรักษาทุก 1- 2 สัปดาห์

สังเกตผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น มีอาการแดง หรือผิวบางลงกว่าปกติ

ถ้ามีผลข้างเคียงอาจต้องปรับยา

.

3.#การใช้กรดอ่อนผลัดเซลล์ผิว เช่น glycolic acid

จะได้ผลสำหรับฝ้าชนิดตื้นเท่านั้น

ต้องทำติดต่อกันอย่างน้อย 3- 4 ครั้ง ทุก 2- 4 สัปดาห์

ต้องทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น

ไม่แนะนำให้ทำเอง เพราะมีโอกาสเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงรุนแรง คือ ผิวหนังไหม้และลอกได้

.

4.#การฉีดยาลงบนฝ้าโดยตรง

เช่น Arbutin, Transamine

พบว่าหลังทำ 3-5 ครั้ง ทุกสัปดาห์ ฝ้าจางลงดี

ข้อเสียคือ ต้องทำต่อเนื่อง และอาจมีเจ็บแสบระหว่างทำ

รวมถึงหากโดนแดด หรือหยุดทำนานๆ ฝ้าจะกลับมาเข้มขึ้นได้อีก

.

5.#การใช้เลเซอร์

เลเซอร์ตัวที่ได้รับความนิยมในการยิงฝ้า คือ Q- switched Nd:YAG ซึ่งปัจจุบันพบว่า คนไข้หลายราย ทำแล้ว

เกิดรอยด่างขาว ซึ่งรักษายากกว่าตัวฝ้าอีก

ตัวที่ใช้แล้วผลข้างเคียงน้อย ได้แก่

IPL ต้องทำหลายครั้งกว่าจะเห็นผล

Fractional Erbium YAQ ช่วยผลัดเซลล์ผิวด้านบน จึงจัดการกับฝ้าชนิดตื้นได้ดี

และตัวมาใหม่ล่าสุด คือ Picosecond laser

ได้ผลฝ้าจางลงดี และฝ้าใหม่กลับมาช้ากว่าเดิม

ข้อเสียคือ ยังมีราคาสูงอยู่

.

6.#การใช้ยากินtransamine (จ่ายโดยแพทย์เท่านั้น)

ยาทรานซามีน เป็นยาที่ใช้ต้านการสลายลิ่มเลือด

ทานไปแล้ว จะทำให้ฝ้าจางลงได้

อย่างไรก็ตาม ยานี้ต้องจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น

ห้ามทานต่อเนื่องเกิน 6 เดือน

และไม่ควรใช้ในกลุ่มคนไข้โรคเลือด โรคตับ โรคไต

โรคหัวใจ คนที่มีปัญหาเลือดแข็งตัวง่าย

คนที่มีความเสี่ยงเส้นเลือดดำอุดตัน เป็นต้น

.

สรุป วิธีรักษาฝ้า

1.หลบแดด ทาครีมกันแดด

2.หยุดยากระตุ้นฝ้า

3.ใช้กรดอ่อนผลัดเซลล์ผิว

4.ฉีดยาที่ฝ้า

5.ใช้เลเซอร์ลดฝ้า

6.ทานยาทรานซามีน

.

จะเห็นว่า การรักษาฝ้านั้น ยากกว่าที่คิด

ดังนั้น การป้องกันนั้น สำคัญที่สุดค่ะ

 

ฝ้าเป็นภาวะทางผิวหนัง ที่รักษาให้จางลงได้ แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

การรักษาต่อเนื่อง และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น จะทำให้ฝ้าจางลง

แต่ถ้าหยุดการรักษาหรือมีปัจจัยกระตุ้น ฝ้าจะกลับมาเข้มขึ้นได้

#แชร์ไปให้เพื่อนรู้

ส่วนใครมีคำถามเรื่องฝ้าเพิ่มเติม

สามารถinboxมาได้นะคะ

หมอฝ้าย

เคล็ดลับหน้าเด็ก#36 หายใจเข้าออกลึกๆ

0
หน้าเด็กด้วยการหายใจเข้าออกลึกๆ
หน้าเด็กด้วยการหายใจเข้าออกลึกๆ

เคล็ดลับหน้าเด็ก#36 หายใจเข้าออกลึกๆ

💓เมื่อมีความเครียด ร่างกายของเราจะหลั่งฮอร์โมน

คอร์ติซอล และอะดรีนาลิน ออกมา

ซึ่งทำให้หัวใจของเราเต้นแรงขึ้น

ตัวฮอร์โมนเองยังไปทำให้เส้นเลือดตีบแคบลง

และลดการไหลของเลือดไปตามแขนขา

แต่ส่งเลือดกลับมาสู่แกนกลางลำตัวแทน

จึงทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

💙เมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้ว

ทุกๆอย่างถึงกลับมาอยู่ในสภาพปกติ

📣โดยทั่วไป คนเรามักอยู่ในสภาวะเครียดเรื้อรัง

ทำให้ร่างกายต้องอยู่ในสภาวะสู้หรือหนีเป็นเวลานาน

ซึ่งเสี่ยงจะทำให้เกิดอาการหัวใจวายได้

รวมถึงการอยู่ในภาวะเครียดนานๆ

ยังทำให้สายเทโลเมียร์สั้นลง

ซึ่งหมายถึงการมีอายุขัยที่สั้นลงนั่นเอง

🌞การลดความเครียดลงได้

นอกจากช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ

ยังช่วยให้เรามีอายุยืนขึ้นด้วย

😍3 วิธีจัดการกับความเครียด

1.หาสาเหตุว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นความเครียด

และหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น

2.ทุกๆวัน ให้แบ่งเวลาทำสิ่งที่ชอบ

และออกกำลังกายเป็นประจำ

3.หายใจเข้าออกลึกๆ

เช่น หายใจเข้านับ 5 วินาที

หายใจออกนับ 5 วินาที

ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกว่าร่างกายผ่อนคลายลง

7 เคล็ดลับ หลับง่าย หลับสบาย ไม่ต้องนับแกะ

0

7 เคล็ดลับ หลับง่าย หลับสบาย ไม่ต้องนับแกะ

.

หลายคนมีอาการนอนไม่หลับ นับแกะเป็นล้านก็ไม่หลับ

ต้องรีบอ่าน 7เคล็ดลับหลับง่าย ทำตามแล้วหลับได้ ไม่ต้องนับแกะแล้วจ้า

.

  1. ทำห้องนอนให้มืด

ห้องที่มืดนั้น จะช่วยกระตุ้นการหลั่งของสาร เมลาโทนิน ซึ่งทำให้เรารู้สึกง่วง

หากเลี่ยงแสงไม่ได้จริงๆ ให้ใช้ผ้าปิดตาแทนค่ะ จะได้นอนหลับได้สนิท

.

  1. ปรับอุณหภูมิให้เย็นพอสมควร

เราจะรู้สึกหลับสบาย เมื่ออยู่ในห้องที่เย็นพอสมควร

อันนี้ก็ต้องลองปรับกันดูว่าตัวเองชอบประมาณไหน

ส่วนตัว ชอบที่ประมาณ 25 องศาค่ะ กำลังสบายเลย

ส่วนใครชอบหนาวกว่านี้ ก็อย่าลืมห่มผ้าห่มให้ดีนะคะ จะได้ไม่เป็นหวัดซะก่อน

.

  1. ปรับสภาพแวดล้อมให้ไม่มีเสียงดังรบกวน

แน่นอนว่า หากมีเสียงดังรบกวน เราคงไม่หลับง่ายๆแน่ ยกเว้นเพลียจริง

หากมีคนในบ้านที่นอนดึกกว่าเรา ก็ต้องขอความร่วมมือไม่ให้ส่งเสียงดัง

หรือหากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังตลอด เช่นใกล้ถนนใหญ่

ให้ลองติดตั้งตัวกั้นเสียงหรือทำผนังกันเสียงเพิ่มเติมค่ะ

การนอนสำคัญกว่าทึ่คุณคิด ต้องลงทุนกันบ้าง เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

.

  1. เวลากลางวัน ให้เคลื่อนไหวร่างกาย

การเคลื่อนไหวจะช่วยเพิ่มอุณหภูมิร่างกายให้สูงขึ้น

เมื่อตกดึก พอเราอยู่นิ่งๆ อุณหภูมิร่างกายจะค่อยๆลดลง ทำให้หลับง่ายขึ้นค่ะ

.

  1. งดใช้มือถือ แท็บเล็ตก่อนเข้านอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

แสงสีฟ้าจากหน้าจอ จะไปกระตุ้นให้เราตื่นตัว และทำให้สารเมลาโทนินหลั่งน้อยลงด้วยค่ะ

.

  1. ยืดกล้ามเนื้อก่อนนอน

ให้ทำท่านอนหงาย งอเข่าขึ้นมาที่ระดับอก แล้วใช้แขนสองข้างกอดเข่าไว้

ค่อยๆยกศีรษะขึ้นไปหาเข่า ค้างไว้ซักครู่ แล้วค่อยๆคลายท่า ทำท่านี้แล้วจะรู้สึกผ่อนคลาย หลับสบายขึ้นค่ะ

.

  1. ใช้เตียงนอนเวลาต้องการนอนเท่านั้น

เพราะถ้าเราทำงาน ดูหนัง ฟังเพลง บนเตียงนอน สมองจะจำว่าเตียงนอนคือสถานที่ที่ทำให้เราไม่ง่วง เพราะฉะนั้น ต้องให้สมองเข้าใจว่า เตียงนอน คือสถานที่สำหรับนอนหลับพักผ่อนเท่านั้น

.

ใครนอนไม่ค่อยหลับ ก็ลองเอา 7 ข้อนี้ไปใช้ดูกันนะคะ

.

ขอให้คืนนี้นอนหลับฝันดี

.

หมอฝ้าย

5 สูตรลับ แก้อาการนอนไม่หลับ

0

5 สูตรลับ แก้อาการนอนไม่หลับ

นอนไม่หลับนี่มันทรมานจริงๆ ใครมีอาการอยู่บ้าง ลองทำตาม 5สูตรลับนี้นะคะ

  1. ทานมื้อเย็นก่อนเข้านอน ประมาณ3-4 ชั่วโมง

หากทานมื้อเย็นใกล้เวลานอนมากเกินไป จะทำให้อาหารไม่ย่อย

รู้สึกอึดอัด จนนอนไม่หลับไปอีก

.

2. งดดื่มชา กาแฟ อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน

เพราะสารคาเฟอีน จะทำให้ประสาทตื่นตัว และไม่ยอมง่วงซักที

.

3. ฟังเพลงสบายๆ หรือเสียงASMR

ฟังเพลงเพลินๆก่อนนอน ทำให้รู้สึกง่วงได้ดีเลย

แนะนำ2 ช่องนี้เลยค่ะ

  เสียงbackground มีให้เลือกหลากหลาย ส่วนใหญ่จะเป็นสไตล์แจ๊ซ

มีเสียงแบบASMR เช่นเสียงฝนตกริมหน้าต่าง ฟังแล้วเคลิ้มสุดๆเลยค่ะ

.

4. นำมือถือ แท็บเล็ต รวมถึงโน้ตบุ๊ค ไปวางไว้นอกห้องนอน

พวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ หากเปิดทิ้งไว้ใกล้หัวนอน จะส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

รบกวนการนอนและทำลายสมองได้ค่ะ ดีที่สุดคือ ปิดเครื่องแล้ววางไว้นอกห้องนอนเลยค่า

.

5. ปรับเวลาตื่นและนอน ให้ใกล้เคียงกันในทุกๆวัน ไม่ว่าจะเป็นวันปกติ หรือวันหยุด

ร่างกายเรานั้นฉลาดมากๆ หากปรับเวลาตื่นและนอนให้ใกล้เคียงกันได้ทุกวัน

พอตอนดึก เราก็จะง่วงและหลับได้ง่าย

ส่วนตอนเช้า ก็จะรู้สึกตื่นได้เองแบบสดชื่น โดยไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุก

.

แค่ทำตาม5 วิธีนี้ ก็ทวงคืนความสุขในการนอนของเราได้แล้วค่ะ อย่าลืมนำไปใช้และบอกต่อกันด้วยนะ

.

หมอฝ้าย

6 กลยุทธ์หยุดเครียด ได้ผลดีแน่นอน

0

หากใครที่รู้สึกว่าตัวเองเครียดง่ายช่วงนี้ ไม่ว่าจะทั้งจากปัญหาภายใน ภายนอก

บางทีเครียดจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิทำงาน

ต้องรีบมาศึกษา 6 กลยุทธ์หยุดเครียด ดังนี้ค่ะ ก่อนที่ชีวิตจะพังไปมากกว่านี้

.

  1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

เคยได้ยินมั๊ยคะ คิดอะไรไม่ออก แก้ปัญหาไม่ตก ให้ไปนอนก่อนค่ะ

การนอนจะช่วยให้ร่างกายและสมองของเราได้ผ่อนคลาย

หลายครั้ง เมื่อตื่นมาแล้ว มักได้วิธีแก้ปัญหาที่คาราคาซังมานาน

.

  1. ออกกำลังกายบ้าง

การที่ร่างกายได้ออกแรงบ้าง นอกจากจะทำให้ลืมความเครียดชั่วขณะแล้ว

ยังไปกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเคมีแห่งความสุขออกมาอีกด้วย

.

  1. เดินทางท่องเที่ยว

การเปลี่ยนบรรยากาศไปท่องเที่ยวบ้างนั้น จะทำให้เราได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น

สมองได้เปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่คอยแต่กังวลกับปัญหาชีวิต

ทำให้มีพลังและแรงใจ กลับไปลุยกับชีวิตต่อค่ะ

.

  1. ทำงานอดิเรกที่ชอบ

ไม่ว่าจะเป็น การเล่นดนตรี กีฬา เย็บปักถักร้อย วาดรูป ระบายสี ถ่ายรูป

อะไรก็ได้ค่ะ ที่คุณชอบ แค่แบ่งเวลามาทำสิ่งเหล่านี้บ้าง

ไม่ต้องมากมาย แค่วันละ 10-30 นาที ก็ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นแล้วล่ะค่ะ

.

  1. มีอารมณ์ที่ดีอยู่เสมอ

การพยายามควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในอารมณ์ที่ดี ไม่ได้หมายความว่า

ให้คุณไม่รู้สึกทุกข์ ไม่รู้สึกเครียดเลย

แต่เป็นการรู้จักสังเกตจิตใจตัวเองว่า ตอนนี้รู้สึกเช่นไรอยู่

หากอยู่ในอารมณ์ลบ เช่น เกลียด โกรธ โมโห ก็ให้ค่อยๆดึงใจตัวเองกลับมา

คิดพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุมีผล

หากอยากคุมสติและอารมณ์ได้ดีขึ้น การนั่งสมาธิอย่างน้อย 20 นาที ก่อนนอน ช่วยคุณได้ค่ะ

.

  1. ฟังเพลงสบายๆ

เมื่อเครียดมาก ก็ต้องหาตัวช่วยกันหน่อย

แนะนำเตรียมเพลงที่ชอบใส่ไว้ในมือถือ เครียด เบื่อ เซ็ง เมื่อไหร่ ก็หยิบมาฟังได้ทันที

ควรเลือกเพลงฟังสบายๆ เพลงสนุก ฟังแล้วอารมณ์ดี

ไม่เอาเพลงอกหักนะคะ เดี๋ยวฟังแล้วจะยิ่งเครียดกว่าเดิม

.

สรุป 6 ข้อลดความเครียดง่ายๆ

  1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  2. ออกกำลังกายบ้าง
  3. เดินทางท่องเที่ยว
  4. ทำงานอดิเรกที่ชอบ
  5. มีอารมณ์ที่ดีอยู่เสมอ
  6. ฟังเพลงสบายๆ

.

แล้วเพื่อนๆล่ะคะ มีวิธีจัดการกับความเครียดยังไงกันบ้าง

.

หมอฝ้าย

เคล็ดลับหน้าเด็ก#35 ไปดูคอนเสิร์ตที่ชอบ

0
หน้าเด็กด้วยการดูคอนเสิร์ต
หน้าเด็กด้วยการดูคอนเสิร์ต

เคล็ดลับหน้าเด็ก#35 ไปดูคอนเสิร์ตที่ชอบ

🎸ใครๆก็รู้ว่า ดนตรีนั้นมีผลดีต่อสุขภาพ

หลายงานวิจัยยืนยันว่า ดนตรีช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

ลดความเครียด ลดความเจ็บปวด

กระตุ้นความทรงจำในผู้ป่วยหลงลืมง่าย

และกระตุ้นให้เราออกกำลังกายได้หนักและนานขึ้น

นอกจากนี้ดนตรียังช่วยให้เรารู้สึกดีอีกต่างหาก

🎻ในการศึกษาที่จัดโดย The O2 แหล่งพบปะของ

นักดนตรีและผู้ชื่นชอบศิลปะ ในประเทศอังกฤษ

พบว่า ผู้ที่เข้าร่วมงานแสดงดนตรีต่างๆ

จะรู้สึกเห็นคุณค่าของตัวเองเพิ่มขึ้น

และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดีขึ้น ถึง 25%

🎊การเข้าร่วมดูโชว์ต่างๆ แค่ 20 นาที

ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นได้ถึง 21%

(เมื่อเทียบกับโยคะ เพิ่มที่ 10%

และการพาสุนับไปเดินเล่น เพิ่มที่ 7%)

🎉การมีความรู้สึกดีต่อตัวเอง ต่อชีวิตนั้น

จะช่วยเพิ่มอายุขัยได้ถึง 9 ปี เลยทีเดียว

😁แล้วคุณล่ะ ฟังดนตรี หรือดูคอนเสิร์ตบ่อยแค่ไหน

นักวิจัย แนะมาว่า ถ้าได้เข้าร่วมทุก 2 สัปดาห์

ก็จะดีมากๆ กับสุขภาพใจและกายของคุณค่ะ

7 ท่าทางผิดๆ ชีวิตเปลี่ยน

0
ท่าทางผิด ชีวิตเปลี่ยน
ท่าทางผิด ชีวิตเปลี่ยน

การวางท่าทางต่างๆในชีวิตประจำวัน หากทำแบบผิดๆซ้ำๆ จนกระดูกบิดเบี้ยว จะทำให้การไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองติดขัด

ส่งผลให้เกิดการสะสมของเสียในร่างกาย เกิดอาการบวมน้ำ ผิวหน้าไม่สดใส เกิดสิวและริ้วรอยตามมาอีกค่ะ

วันนี้มาดูกันดีกว่าค่ะ ท่าไหนที่คนมักเผลอทำกัน แล้วเราควรจะหลีกเลี่ยงซะ

  1. ยืนหลังค่อม

มนุษย์ออฟฟิศที่ต้องทำงานหน้าคอมเป็นเวลานานๆ มักมีอาการหลังค่อมตามมา

เพราะเกิดจากท่านั่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งมีลักษณะ ยื่นคอไปมองจอ ก้มหน้าลงต่ำ หลังไม่ชิดเบาะ

หากทำจนติด นอกจากจะทำให้เสียบุคลิกภาพแล้ว ยังทำให้เกิดอาการปวดคอ บ่า ไหล่ อีกด้วย

2. สะพายกระเป๋าหนักๆข้างใดข้างหนึ่งเป็นประจำ

เมื่อน้ำหนักลงไหล่ข้างหนึ่งเป็นประจำ กระดูกและกล้ามเนื้อจะเสียสมดุล ทำให้ไหล่และสะโพกเอียง

ดังนั้นควรสลับการสะพายกระเป๋า2ข้างให้เท่าๆกัน

และลดขนาดน้ำหนักของกระเป๋าโดยเลือกใส่เฉพาะของที่จำเป็นดีกว่าค่ะ

.

3. นั่งไขว่ห้าง

ใครเผลอนั่งไขวห้างเป็นประจำ จะเสี่ยงต่อปัญหากระดูกเชิงกรานเคลื่อนได้

ส่งผลให้กระดูกสันหลังและกระดูกศีรษะบิดเบี้ยว

นำไปสู่อาการบวมน้ำที่ใบหน้า

ทุกครั้งเวลานั่ง ควรนั่งหลังตรง และไม่ไขว่ห้างจะดีกว่า

หากรู้สึกเมื่อย อาจนั่งชิดพนักพิงของเก้าอี้แทน

.

4. นั่งพับเพียบ

การนั่งพับเพียบ จะทำให้กระดูกเชิงกรานและกระดูกสันหลังเบี้ยว

กล้ามเนื้อก็ไม่สมดุลกัน ทำให้รูปร่างเสีย

ดังนั้นถ้าต้องนั่งกับพื้น แนะนำควรนั่งท่าขัดสมาธิจะดีกว่าค่า

.

5. เคี้ยวอาหารข้างเดียว

การเคี้ยวอาหารข้างเดียวจะทำให้ใบหน้าไม่เท่ากัน

ขนาดกรามด้านที่เคี้ยวเป็นประจำจะดูใหญ่กว่า

ส่วนข้างที่ไม่ค่อยได้เคี้ยว ก็จะเกิดเส้นร่องแก้มขึ้น

ดังนั้น ควรสลับๆด้านกันเคี้ยว ทั้งซ้ายและขวา จะดีที่สุดค่ะ

.

6. ใส่รองเท้าส้นสูง

ยิ่งใส่ส้นสูงมากเท่าไหร่ จะยิ่งทำให้ลำตัวงองุ้มไปข้างหน้า

และเดินในท่าที่ไม่เป็นธรรมชาติ รวมถึงทำให้น่องใหญ่ขึ้นอีกด้วย

หากจำเป็นต้องใส่จริงๆ ควรเลือกแบบที่สูง ไม่เกิน3 ซม.

และเลือกส้นที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่

จะทำให้รองรับน้ำหนักได้ดีขึ้นค่ะ

.

7. ก้มเก็บของ

คนส่วนใหญ่เวลาก้มเก็บของ จะใช้วิธีก้มหรือโน้มตัวลงและยกวัตถุขึ้นมา

ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด ทำให้เกิดแรงกดลงที่หมอนรองกระดูกสันหลัง

จะทำให้มีอาการปวดหลัง และกระดูกสันหลังเคลื่อนได้

.

วิธีเก็บของที่ถูกต้อง คือ

การเดินเข้าไปใกล้วัตถุ แล้วค่อยๆย่อเข่าลงโดยแผ่นหลังยังเป็นเส้นตรงอยู่

ทิ้งน้ำหนักลงขาสองข้าง แล้วใช้สองมือประคองวัตถุ

แล้วค่อยๆยกตัวขึ้นในแนวตรง ใช้แรงจากขาค่อยๆดันตัวขึ้น

.

.

รู้อย่างนี้แล้ว เราคงต้องระมัดระวัง ไม่เผลอทำท่าทางผิดๆเหล่านี้แล้วล่ะค่ะ

จะได้ไม่ต้องเจ็บกาย เจ็บใจกับค่ารักษาพยาบาลที่ตามมาอีกนะค้า

ถ้าไม่อยากบวมน้ำ ให้ทำ 3 สิ่งนี้

0
3วิธีป้องกันอาการบวมน้ำ
3วิธีป้องกันอาการบวมน้ำ

อาการบวมน้ำ มีสาเหตุมาจากการไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองติดขัด และภาวะตัวเย็น

รวมถึงเมื่ออายุมากขึ้น หัวใจสูบฉีดเลือดได้ลดลง ทำให้การส่งเลือดจากร่างกายส่วนล่างกลับสู่หัวใจทำได้น้อยลง

.

หากปล่อยไว้นานเข้า กล้ามเนื้อจะแข็งขึ้น การเผาผลาญจะลดลง ขาจะดูใหญ่บวมผิดปกติ

.

วันนี้หมอขอเสนอ 3 วิธี ป้องกัน และช่วยลดอาการบวมน้ำค่ะ

.

1.ออกกำลังกาย

การออกกำลังกาย จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง

แค่เดินเบาๆ ระหว่างวัน เลือกใช้บันไดแทนลิฟท์

ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย และไปเดินเล่นทุก 2 ชั่วโมง ก็ช่วยได้แล้วค่ะ

.

2.ดื่มน้ำให้เพียงพอ

การดื่มน้ำ ควรค่อยๆจิบทีละน้อย ไปทั้งวัน เพื่อให้การไหลเวียนของเลือดสะดวก

โดยดื่มน้ำอย่างน้อย 2.5 ลิตรต่อวันค่ะ

.

3.ลดเค็ม

การบริโภคเกลือมากเกินไป เกลือจะดูดของเหลวเก็บเอาไว้ จึงมีอาการบวมน้ำตามมาค่ะ

หากลดเค็มลงได้ ร่างกายจะปรับสู่สมดุล ไม่มีอาการบวมน้ำอีกค่า

 

หมอฝ้าย

error: Content is protected !!