4#สาเหตุการเกิดฝ้า
1.แสงแดด ทั้งแสงUVA UVB และแสงที่มองเห็นได้
แสงยูวี จะมีมากในช่วงเวลา 10.00 – 14.00 น. นอกจากจะทำให้ผิวคล้ำดำเสียแล้ว ยังกระตุ้นการเกิดฝ้าอีกด้วย ดังนั้น เราจึงควรหลบแดดในช่วงเวลานี้ และทาครีมกันแดดเป็นประจำค่ะ
- ฮอร์โมนเพศหญิง
โดยเฉพาะ ฮอร์โมนเอสโตรเจน จะไปกระตุ้นให้มีการสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงมักพบผู้หญิงเป็นฝ้าเพิ่มขึ้น ในช่วงตั้งครรภ์ และช่วงที่ใช้ยาคุมกำเนิด
3.เชื้อชาติและพันธุกรรม
คนเอเชียจะมีความเสี่ยงเป็นฝ้ามากกว่า
รวมถึงคนที่มีคนในครอบครัวเป็นฝ้า ตัวเองก็จะมีความเสี่ยงเป็นฝ้าเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ
4.ยาและเครื่องสำอาง
มีการพบว่า ยากันชักบางชนิด และ การแพ้ส่วนผสมบางอย่างในเครื่องสำอางกระตุ้นให้เกิดฝ้าได้ค่ะดังนั้น ควรเลือกใช้ครีมและเครื่องสำอาง ที่ได้มาตรฐาน จะได้สวยไปนาน ฝ้าไม่ขึ้นค่ะ

ฝ้า หน้าตาแบบไหน
แล้วฝ้ากับกระต่างกันยังไง
.
ฝ้ามีลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาลหรือเทา เกิดจากเซลล์เม็ดสีที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น และมีการสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้นด้วย
.
พบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และเริ่มเจอตั้งแต่อายุ 30 ขึ้นไป
.
ตำแหน่งที่พบบ่อย คือ หน้าผาก โหนกแก้ม จมูก เหนือริมฝีปาก และคาง มักจะเป็นเท่าๆกันทั้ง 2 ข้าง
.
ฝ้ายังถือเป็นอาการที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ ซึ่งยังมีความเสี่ยงที่กลับเป็นซ้ำได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังการโดนแดด
.
.
แล้ว#ฝ้ากับกระต่างกันยังไง
ลักษณะของกระ จะเป็นจุดเล็กๆ มากกว่าลักษณะปื้น
และอาจเริ่มเห็นตั้งแต่อายุยังน้อย ในกระตื้น
นอกจากนี้ กระส่วนใหญ่ หากทำรักษาด้วยเลเซอร์มักจางลงได้ดีอีกด้วย
.
ในบางคนอาจมีทั้งฝ้าและกระร่วมกัน ทำให้แยกออกจากกันยากค่ะ
.

ไขข้อข้องใจ รวมฮิต 6#วิธีรักษาฝ้า พร้อมบอกข้อดี ข้อเสีย
1.#หลีกเลี่ยงปัจจัยทุกอย่างที่ทำให้เกิดฝ้าก่อน
- หลบแดด ใช้ครีมกันแดด
- อ่านวิธีหลบแดดอย่างละเอียดที่
- อ่านวิธีใช้ครีมกันแดดอย่างละเอียดที่
- หยุดใช้ยาหรือเครื่องสำอางที่กระตุ้นฝ้า
- ทานยาคุมกำเนิด เฉพาะเมื่อจำเป็นจริงๆเท่านั้น
.
2.#การใช้ยาทากลุ่มไวท์เทนนิ่ง
2.1 ยากลุ่มmodified Kliqman (จ่ายโดยแพทย์เท่านั้น)
ยากลุ่มนี้ประกอบไปด้วย วิตามินเอ, สเตียรอยด์ และไฮโดรควิโนน
ทาไปแล้ว จะได้ผลฝ้าจางลงเร็วมาก โดยต้องทาปริมาณประมาณ 1 เม็ดถั่วเขียว
บริเวณฝ้า ก่อนนอนเท่านั้น ทาแล้วปิดไฟนอนเลย
ข้อเสียคือ หากใช้ผิดวิธี หรือทาต่อเนื่องนานๆ
ฝ้าจะกลับมาเข้มขึ้นกว่าเดิม รักษาไม่หาย
2.2ครีมที่มีส่วนผสมของสารไวท์เทนนิ่ง ตามโพสนี้
โดยทั่วไปในครีมจะมีส่วนผสมหลายอย่าง
ต้องดูผลการรักษาทุก 1- 2 สัปดาห์
สังเกตผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น มีอาการแดง หรือผิวบางลงกว่าปกติ
ถ้ามีผลข้างเคียงอาจต้องปรับยา
.
3.#การใช้กรดอ่อนผลัดเซลล์ผิว เช่น glycolic acid
จะได้ผลสำหรับฝ้าชนิดตื้นเท่านั้น
ต้องทำติดต่อกันอย่างน้อย 3- 4 ครั้ง ทุก 2- 4 สัปดาห์
ต้องทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น
ไม่แนะนำให้ทำเอง เพราะมีโอกาสเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงรุนแรง คือ ผิวหนังไหม้และลอกได้
.
4.#การฉีดยาลงบนฝ้าโดยตรง
เช่น Arbutin, Transamine
พบว่าหลังทำ 3-5 ครั้ง ทุกสัปดาห์ ฝ้าจางลงดี
ข้อเสียคือ ต้องทำต่อเนื่อง และอาจมีเจ็บแสบระหว่างทำ
รวมถึงหากโดนแดด หรือหยุดทำนานๆ ฝ้าจะกลับมาเข้มขึ้นได้อีก
.
5.#การใช้เลเซอร์
เลเซอร์ตัวที่ได้รับความนิยมในการยิงฝ้า คือ Q- switched Nd:YAG ซึ่งปัจจุบันพบว่า คนไข้หลายราย ทำแล้ว
เกิดรอยด่างขาว ซึ่งรักษายากกว่าตัวฝ้าอีก
ตัวที่ใช้แล้วผลข้างเคียงน้อย ได้แก่
IPL ต้องทำหลายครั้งกว่าจะเห็นผล
Fractional Erbium YAQ ช่วยผลัดเซลล์ผิวด้านบน จึงจัดการกับฝ้าชนิดตื้นได้ดี
และตัวมาใหม่ล่าสุด คือ Picosecond laser
ได้ผลฝ้าจางลงดี และฝ้าใหม่กลับมาช้ากว่าเดิม
ข้อเสียคือ ยังมีราคาสูงอยู่
.
6.#การใช้ยากินtransamine (จ่ายโดยแพทย์เท่านั้น)
ยาทรานซามีน เป็นยาที่ใช้ต้านการสลายลิ่มเลือด
ทานไปแล้ว จะทำให้ฝ้าจางลงได้
อย่างไรก็ตาม ยานี้ต้องจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น
ห้ามทานต่อเนื่องเกิน 6 เดือน
และไม่ควรใช้ในกลุ่มคนไข้โรคเลือด โรคตับ โรคไต
โรคหัวใจ คนที่มีปัญหาเลือดแข็งตัวง่าย
คนที่มีความเสี่ยงเส้นเลือดดำอุดตัน เป็นต้น
.
สรุป วิธีรักษาฝ้า
1.หลบแดด ทาครีมกันแดด
2.หยุดยากระตุ้นฝ้า
3.ใช้กรดอ่อนผลัดเซลล์ผิว
4.ฉีดยาที่ฝ้า
5.ใช้เลเซอร์ลดฝ้า
6.ทานยาทรานซามีน
.
จะเห็นว่า การรักษาฝ้านั้น ยากกว่าที่คิด
ดังนั้น การป้องกันนั้น สำคัญที่สุดค่ะ
ฝ้าเป็นภาวะทางผิวหนัง ที่รักษาให้จางลงได้ แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
การรักษาต่อเนื่อง และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น จะทำให้ฝ้าจางลง
แต่ถ้าหยุดการรักษาหรือมีปัจจัยกระตุ้น ฝ้าจะกลับมาเข้มขึ้นได้
#แชร์ไปให้เพื่อนรู้
ส่วนใครมีคำถามเรื่องฝ้าเพิ่มเติม
สามารถinboxมาได้นะคะ
หมอฝ้าย







