PRPนั้น ถูกใช้ในวงการความงามมาหลายปีแล้ว
แต่บางคนอาจยังไม่รู้ว่า PRP คืออะไรกันแน่ มีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้าง แล้วควรทำดีไหม
อยากรู้อ่านต่อเลยค่า
.
PRP ย่อมาจากคำว่า Platelet-Rich Plasma
ซึ่งได้มาจากการเอาเลือดของเราไปปั่นให้แยกชั้น
จากนั้นก็จะนำส่วนที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น กลับมาฉีดที่ผิวของเรา
———————————————————————–
#PRPดียังไง
เนื่องจากPRP เป็นส่วนที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น
ในเกล็ดเลือดของเราจะมี Growth factorอยู่มาก
Growth factor นั้นมีหลายชนิด
ตั้งแต่ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ การสร้างเส้นเลือด
เพิ่มคอลลาเจน ซ่อมแซมผิว
ดังนั้น เราจึงได้รับผลดีของการฉีดPRP ดังนี้
- ฟื้นฟูบำรุงสภาพเซลล์ผิว
- กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อและคอลาเจน
- เพิ่มให้ผิวมีความยืดหยุ่น ผิวตึงกระชับ เรียบเนียน
- ช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่น
- ลดรอยดำ รอยแผลเป็นและรอยสิว
- ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น
นอกจากเรื่องผิว การนำPRP ไปฉีดที่หนังศีรษะ ก็ยังช่วย
- บำรุงหนังศีรษะ
- ช่วยให้รากผมแข็งแรง
- กระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผม
- ช่วยให้ผมดกดำ
****ผลการรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล อายุ และการดูแลรักษาหลังรับบริการ***
#ข้อดีของPRP คือ
เป็นเลือดของเราเอง จึงมีความปลอดภัยไม่มีผลข้างเคียง ไม่มีการแพ้
#ข้อควรระวังของการฉีดPRP คือ
- แสบขณะฉีด ป้องกันได้โดยการแปะยาชาก่อนทำ
- ต้องมีการดูดเลือดก่อนฉีดทุกครั้ง
- อาจมีบวมช้ำหลังทำ
- ในคนที่เป็นโรคเลือด จะไม่สามารถทำได้ ไม่ว่าโรคโลหิตจาง โรคการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
หรือ ในคนไข้ที่กินยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาละลายลิ่มเลือด
.
#ระยะเวลาเห็นผลหลังการทำPRP
ค่อยๆเห็นผลที่ละนิดจากวันที่เริ่มฉีด และจะเห็นผลเต็มที่ภายใน 3 เดือน
.
#PRPควรฉีดกี่ครั้ง
ควรฉีดซ้ำ 4-6 ครั้ง โดยเว้นระยะห่าง 4-6 สัปดาห์
ในบางรายการทำต่อเนื่อง 6 ครั้ง
จะมีผลผิวดูดีขึ้นต่อเนื่อง นานถึง 1 ปี เลยทีเดียว
.
ใครเคยทำPRPแล้วบ้างคะ ผลเป็นยังไงบ้าง
ชอบ/ไม่ชอบยังไง inboxมาคุยกันได้นะคะ
.
หมอฝ้าย







